ค้นหา อาหารเสริม สุขภาพ

 
 
ตัวสารสำคัญ 


 

 
กลุ่มผลิตภัณฑ์  


 

 
Shop by brand  


 

 
บทความเกี่ยวกับ สุขภาพ


 

 
    บำรุง สุขภาพ ชาย

    ควบคุมน้ำหนัก

    ความสวยความงาม

    ไขมันและหลอดเลือด

    อาหารเสริม สุขภาพ

    เบาหวานและน้ำตาลในเลือด

    โรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ

    กระดูกและข้อ

    บำรุง สุขภาพ หญิง

 

 

 
 ชื่อผู้ใช้   :
 รหัสผ่าน :
 
  •  ลงทะเบียนสมาชิกใหม่ ! 
  •  ลืมรหัสผ่าน

   Bee Pollen
    Bee Pollen คืออะไร
วิธีเก็บเกสรผึ้ง
คุณค่าด้านโภชนาการ
ส่วนประกอบของเกสรผึ้ง
สารอาหารในเกสรผึ้ง
ประโยชน์ของเกสรผึ้ง
Bee Pollen แตกต่างจาก Bee Propolis อย่างไร
แพ้เกสรดอกไม้ ทาน Bee Pollen ได้หรือไม่
ทำไมนิยมให้ผู้ทานยาลดความอ้วนทาน Bee Pollen ควบคู่ไปด้วย
ขนาดที่ควรรับประทาน


Bee Pollen คืออะไร
Bee Pollen (เกสรผึ้ง หรือ เกสรดอกไม้) คือ ละอองเม็ดเล็กๆ คล้ายฝุ่นแป้งที่เกิดและหลุดจากช่อเกสรตัวผู้ของดอกไม้นานาชนิด ที่ผึ้งเป็นผู้รวบรวมคลุกเคล้ากับน้ำหวานของดอกไม้ โดยวิธีการเข้าไปคลุกเคล้ากับอับเกสร ให้เกสรติดตามตัว และใช้ขาปัดเขี่ยรวมกันเป็นก้อนเล็กๆ ติดไว้ที่ปลายขาหลังทั้งสองข้างบริเวณอวัยวะที่เรียกว่า ตะกร้าเก็บเกสร และนำกลับมาเก็บยังรังเพื่อใช้เป็นอาหารประเภทโปรตีนสำหรับประชากรในรังและโดยเฉพาะใช้เลี้ยงตัวอ่อน เกสรที่นำมาบ่มในรังจนผนังเกสรนุ่ม จะถูกนำไปเลี้ยงผึ้งงานตัวอ่อนที่อายุมากกว่า 3 วัน โดยผึ้งจะบดผสมกับน้ำผึ้ง ผึ้งงาน 1 ตัว จะรวบรวมเกสรได้ 4 ล้านอณูใน 1 ชั่วโมง, ละอองเกสร 1 ช้อนชา จะมีเกสรถึง 25 พันล้านอณู ซึ่งแต่ละอณูสามารถเจริญเป็นผลไม้ได้ 1 ผล หรือละอองเกสร 1 อณู ผสมกับไข่ 1 ใบ จะได้เมล็ดพันธุ์ซึ่งเจริญเติบโตเป็นต้นไม้หนึ่งต้น จะเห็นได้ว่าเกสรดอกไม้แต่ละอณูมีพลังชีวิต (Life-Force) ครบถ้วน และจากการที่มีผึ้งเป็นสื่อกลางในการเก็บรวบรวมเกสรดอกไม้เหล่านี้ จึงนิยมเรียกว่า เกสรผึ้ง

เกสรผึ้งอุดมด้วยสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งคุณค่าทางโภชนาการ โดยองค์ประกอบในเกสรพืชแต่ละชนิดแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้วมีโปรตีนเป็นพื้นฐาน และมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เอนไซม์ แร่ธาตุ และวิตามินต่างๆ จำนวนมาก เกสรผึ้งจะช่วยในการบำรุงสมอง และระบบประสาท ช่วยการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย ซึ่งรวมถึงการส่งผลให้ร่างกายรู้สึกกระฉับกระเฉง มีชีวิตชีวา และมีพลานามัยสมบูรณ์

วิธีเก็บเกสรผึ้ง
วิธีเก็บเกสรผึ้ง หรือเกสรดอกไม้จากผึ้งโดยใช้ตะแกรงดักเกสรสอดดักไว้ตรงทางเข้า ทางออก ของรังผึ้ง ให้ขนาดตะแกรงโตพอที่ตัวผึ้งลอดผ่านไปได้พอดี แต่ขาหลังของผึ้งจะครูดกับตะแกรงทำให้เกสรที่ติดมากับขาผึ้งร่วงลงถาดรองรับ จากนั้นผู้เลี้ยงผึ้งก็จะเก็บเกสรผึ้งที่ได้นำไปแปรรูป ใช้เป็นอาหารเสริมที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์

ผู้เลี้ยงผึ้งเป็นอุตสาหกรรม นิยมทำการดักเก็บเกสรที่ผึ้งขนเข้ารัง และนำเกสรไปทำให้แห้งโดยกรรมวิธีที่ไม่สูญเสียคุณค่าทางอาหาร เกสรเหล่านี้มีผู้นิยมรับประทานโดยชงกับกาแฟหรือเครื่องดื่มซึ่งให้ประโยชน์ บางบริษัททำเป็นเม็ดๆ และนิยมเรียกว่า เกสรผึ้ง (bee pollen) เป็นอาหารเสริมที่มีคุณค่าสามารถกระตุ้นร่างกายที่เมื่อยล้าจากการทำงานหนักให้ปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร เพราะเกสรผึ้งมีฤทธิ์ต่อการทำงานของแบคทีเรียและช่วยควบคุมแบคทีเรียในลำไส้

บีพอลเลน หรือ เกสรผึ้ง คือ ผลิตภัณฑ์อีกชนิดหนึ่งของผึ้งที่ได้รับความนิยมในวงการผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เนื่องจากมีผู้สังเกตว่าคนเลี้ยงผึ้งมักมีอายุยืน เพราะรับประทานน้ำผึ้งที่เหลือติดในรังผึ้งซึ่งมีบีพอลเลนปนอยู่เป็นจำนวนมาก บีพอลเลนประกอบด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน โดยเฉพาะวิตามินบีรวม วิตามินซี กรดโฟลิก เกลือแร่ต่างๆ นอกจากนี้อาจมีสารโลหะหนักบางชนิด สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และเชื้อราปะปนมากับเกสรดอกไม้ที่ติดตามตัวผึ้ง และคลุกเคล้ามากับน้ำผึ้ง ส่วนประกอบที่พบในบีพอลเลน จึงเป็นจุดโฆษณาผลิตภัณฑ์ว่ามีคุณค่าทางอาหารสูง และเชื่อว่านอกจากจะเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงแล้วยังใช้เพื่อรักษาโรคต่างๆ เช่น มะเร็ง หลอดลมอักเสบ โรคลำไส้ โรคภูมิแพ้ และชะลอความแก่

เนื่องจากบีพอลเลนประกอบด้วยเกสรดอกไม้ ผู้ที่แพ้ละอองเกสรดอกไม้จึงไม่ควรรับประทาน เคยมีรายงานว่าผู้ป่วยที่รับประทานบีพอลเลนเป็นเวลาหลายสัปดาห์เกิดอาการแพ้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ปวดท้อง อุจจาระร่วง คันตามร่างกาย ความจำเสื่อมโดยไม่พบสาเหตุ แต่เมื่อหยุดรับประทานอาการเหล่านี้จะหายไปและเมื่อรับประทานใหม่อาการต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นมาอีก

คุณค่าด้านโภชนาการ
ผลิตภัณฑ์ เกสรผึ้ง หรือ บี พอลเลน นั้นจะช่วยส่งเสริมกำลังความอดทน และพลังงาน เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ให้พลังงานซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย (Immune System) ส่งผลให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีขึ้น นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่า ร่างกายของเราจะทำงานได้อย่างดี จำเป็นต้องได้รับสารอาหารเพิ่มเติม นอกเหนือจากโภชนาการพื้นฐานที่เรารับประทานกันประจำ ร่างกายยังต้องการสิ่งที่เรียกว่า "จุลโภชนาการ" ซึ่งพบว่ามีในเกสรดอกไม้จากผึ้ง

ในปี 1961 ในรายงานที่เสนอโดย โรเบิร์ต เดลพีรี ชื่อว่า "ความลับแห่งชีวิตผึ้ง" มีการนำเสนอ โดยอ้างอิงผลวิเคราะห์ทางเคมีของเกสรดอกไม้จากผึ้งในห้องทดลองต่างๆ ทั่วโลกว่า เกสรดอกไม้ จากผึ้งนั้นมีสมรรถนะทางด้านโภชนาการที่ค้ำจุนชีวิต และในปี 1963 มูลนิธีลีเพื่อการวิจัยด้านโภชนาการแห่งมิลวิกี รายงานว่า เกสรดอกไม้จากผึ้งนั้นมีความสมดุลอย่างสมบูรณ์มากจนกระทั่งมันสามารถเป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบได้ โดยตัวของมันเองเพียงแต่ผสมวัสดุหยาบๆ และน้ำเข้าไปเท่านั้น

ในอดีต เคยมีการใช้น้ำผึ้งผสมกับเกสรดอกไม้จากผึ้งในการรักษาอาการผิดปกติ และโรคภัยต่างๆ ตั้งแต่โรคลำไส้ ไปจนถึงโรคไต โรคหายใจลำบาก และผื่นคันตามผิวหนัง แม้กระทั่งกับกรณีร้ายแรงเช่นแผลไฟไหม้ และยังใช้เป็น ยาคลายอาการเครียด และกระตุ้นทางเพศ ในปัจจุบันมีการค้นพบว่า เกสรดอกไม้จากผึ้งมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการ โรคภูมิแพ้ ระบบย่อยอาหาร และความผิดปกติในต่อมลูกหมาก ใช้ในการบรรเทาอาการข้างเคียงที่เกิดจากการรักษาด้วย วิธีเคมีบำบัด และเพิ่มสมรรถนะทางการกีฬา เครื่องสำอางที่เราใช้อยู่ก็อาจจะมีส่วนผสมของเกสรดอกไม้จากผึ้งอยู่ด้วยก็ได้

นอกเหนือจากคุณประโยชน์ทางด้านโภชนาการและการบำบัดโรคแล้ว เกสรดอกไม้จากผึ้งยังมีความได้เปรียบ ตรงที่มันย่อยง่ายและร่างกายดูดซึมได้เร็ว ทั้งนี้เนื่องจากมันไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อยอาหารตามปกติ ร่ายกายดูดซึม เข้าเส้นเลือดได้ทันทีโดยตรงจากกระเพาะ หลังจากรับประทานเข้าไปเพียงประมาณ 30 นาที เราจะพบเมล็ดเกสร ดอกไม้จากผึ้งในเลือดได้เลย กระบวนการนี้เรียกว่า persorption ในการทำการศึกษาทดลองให้สุนัขกินเกสรดอกไม้ จากผึ้งกับครีมนม หลังจากนั้นเพียงสองชั่วโมงก็สามารถพบเกสรดอกไม้จากผึ้งทั้งในเลือด ปัสสาวะ และน้ำไขสันหลัง ผลที่ได้คล้ายคลึงกับที่ทดลองในมนุษย์แล้วในปี 1974

ส่วนประกอบของเกสรผึ้ง
จากการศึกษาค้นคว้าถึงองค์ประกอบของบี พอลเล็น เป็นเวลาติดต่อกันยาวนานถึง 50 ปี นักวิทยาศาสตร์และนักโภชนาการทั่วโลกยอมรับว่า โปรตีนในบีพอลเล็น มีคุณค่าสูงกว่าเนื้อ เนย และไข่ ถึง 5 เท่าในปริมาณที่เท่ากัน สารต่างๆ กว่า 200 ชนิดที่พบในเกสรผึ้งหรือ บี พอลเล็น ล้วนมีประโยชน์ต่อชีวภาพของมนุษย์อย่างแท้จริง

เกสรดอกไม้จากผึ้งนั้นประกอบด้วยธาตุอาหารที่มนุษย์รู้จักทั้งหมด ค่าเฉลี่ยขององค์ประกอบที่เป็นธาตุอาหารของเกสรดอกไม้จากผึ้งคือ คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 60 โปรตีนร้อยละ 20 ไขมันร้อยละ 7 น้ำร้อยละ 7 และ เกลือแร่ร้อยละ 6 หรืออาจจะเป็น คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 40 โปรตีนร้อยละ 35 กรดอะมิโนร้อยละ 12 น้ำร้อยละ 8 และไขมันร้อยละ 5 เป็นต้น แต่ค่าที่แน่นอนจริงๆ ยังต้องขึ้นอยู่กับชนิดของละอองเรณูแต่ละชนิด คุณภาพของดินที่ต้นดอกไม้นั้นเจริญงอกงามอยู่ รวมทั้งสถานที่ตั้ง และภูมิอากาศด้วย

เกสรผึ้ง หรือเกสรดอกไม้อุดมไปด้วยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์มากมาย เช่น
1.โปรตีน เป็นส่วนใหญ่และโปรตีนนี้มีประโยชน์ต่อผึ้ง และมนุษย์สูงกว่าเนื้อ นม ไข่ ถึง 5 เท่า ในขนาดที่มีน้ำหนักเท่ากัน
2.วิตามิน 16 ชนิด ได้แก่ วิตามินบีคอมเพล็กซ์ วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค
3.กรดอะมิโน 18 ชนิด (Amino Acid) มีประโยชน์ช่วยในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และมีชนิดที่จำเป็นในการช่วยควบคุมน้ำหนัก
4.เอนไซม์ 18 ชนิด (Enzymes) ช่วยในการย่อยสลาย และเร่งปฏิกิริยาต่างๆ ภายในร่างกาย
5.แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย 28 ชนิด (Minerals) ได้แก่ โซเดียม แคลเซียม เหล็ก โพแทสเซี่ยม ทองแดง ไอโอดีน และสังกะสี ฯลฯ
6.กรดไขมัน (Fatty Acid) ช่วยให้พลังงาน และสร้างฮอร์โมนแก่ร่างกาย

สารอาหารในเกสรผึ้ง
เกสรผึ้ง มีสารอาหารหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อาทิ กรดอะมิโนที่จำเป็น วิตามิน แร่ธาตุเอนไซม์ และคาร์โบไฮเดรต ซึ่งช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง โดยเกสรผึ้งมีส่วนผสมแคโรทีน และฟลาโวนอยต์ ซึ่งช่วยร่างกายต่อต้าน "อนุมูลอิสระ" ที่เป็นโทษต่อร่างกาย โดยแคโรทีน ยังช่วยลดอาการ ฝ้า ตกกระ และแผลเป็น ได้อีกด้วย

ธาตุอาหารในส่วนของโปรตีนนั้น เกสรดอกไม้จากผึ้งประกอบด้วยกรดอะมิโนที่เป็นที่รู้จักทั้งหมด ผึ้งจำเป็นต้อง ได้กรดชนิดนี้ทั้ง 8 ประเภทจากอาหารที่มันกินเข้าไปเช่นเดียวกับมนุษย์ ได้แก่ ไอโซลิวซิน ลิวซิน ไลซิน เมธิโอนิน เฟไนลาลานิน เธลิโอนิน และฮิสไทดิน คือสิ่งที่ ลีออน ไซทาว นักธรรมชาติบำบัดและนักเขียนที่เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทางเลือกให้ชื่อว่า "กรดแห่งภาวะคลุมเครือ" (กรดอะมิโนในการบำบัด) อาจเป็นตัวที่มีความจำเป็นในบางขั้นตอน ของพัฒนาการของชีวิต ผลการทดลองยืนยันว่าเกสรดอกไม้จากผึ้งเป็นแหล่งที่สมดุลที่สุดของกรดอะมิโนที่สำคัญทั้งหมด

ดร.ลุนเดน ผู้ทำงานค้นคว้าเรื่องเกสรดอกไม้จากผึ้งอย่างเอาจริงเอาจัง พบว่า เกสรดอกไม้จากผึ้งนั้นมีองค์ประกอบ ของแร่ธาตุต่อไปนี้ค่อนข้างสูง คือ ไทอามีน ไรโบฟลาวิน กรดนิโคตินิก ไพริดอกซิน กรดแพนโตเทนิก ไบโอติน กรดฟอลิก และวิตาบินบี 12 และยังกล่าวว่า "พูดถึงในส่วนของวิตามินที่ละลายในน้ำได้ ต้องยอมรับว่าเกสรดอกไม้ จากผึ้งนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางโภชนาการด้านนี้สูงมากจริงๆ"

คุณค่าของวิตามินบีประเภทต่างๆ ที่มีอยู่ในเกสรผึ้ง มีดังนี้
วิตามินบีรวม มีวิตามินอยู่ 8 ชนิดที่แตกต่างกัน แต่จะส่งผลได้ดีถ้าหากให้ทำงานประสานกัน วิตามินบีรวมทั้งหลายสามารถ ละลายในน้ำได้ ดังนั้นการรับประทานทุกวันจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในทางทฤษฏีวิตามินเหล่านี้อาจได้จากการรับประทานอาหาร แต่จะเห็นว่าการทำฟาร์มสมัยใหม่ การเก็บรักษาในปัจจุบันตลอดจนกระบวนการอื่นในการผลิตอาหารทุกวันนี้ ทำให้คุณค่าทางโภชนาการที่แท้จริงของอาหารสูญไป ดังนั้นเราจึงน่าจะต้องให้ความสนใจในเรื่องการประกันในขั้นพื้นฐานด้วยการรับประทานวิตามินบีรวม หรือไม่ก็เกสรผึ้งเสริมเข้าไป อย่าลืมว่าวิตามินบีนั้นมักจะได้ผลเมื่อทำงานร่วมกัน หลายชนิด ดังนั้นควรรับประทานวิตามินบีรวมนอกเสียจากแพทย์จะสั่งให้รับประทานวิตามินบีชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะเพื่อผลในการบำบัดรักษาโรคที่แน่นอน

ไทอามีน (วิตามินบี 1) เป็นที่รู้จักกันดีว่า ไทอามีนได้ชื่อว่าเป็น "วิตามินที่ดีต่อจิตใจ" เนื่องจากมันให้ประโยชน์ต่อระบบประสาท และจิตใจ ผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจนั้นพบว่าจะมีระดับไทอามีนในกล้ามเนื้อหัวใจต่ำกว่าระดับปกติทั่วไป และผลดีของ ไทอามีน คือ ในระหว่างการตั้งครรภ์ ไทอามีนจะช่วยให้ตัวอ่อนครรภ์มารดามีการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ แก้อาการ ปวดหลัว ปวดเอว

ไรโบฟลาวิน (วิตามินบี 2) ไรโบฟลาวินมีสีเหลือง มักจะถูกนำไปใช้ในการตกแต่งอาหาร มีประโยชน์คือเป็นตัวสร้างโคเอนไซม์ที่จำเป็น สองตัว (คือ ฟลาวิน ดิโนลิโอไทด์ และฟลาวิน โมโนนุมลิโอไทด์) ซึ่งทำหน้าที่ในการแปรเปลี่ยนโปรตีน ไขมัน และน้ำตาล ให้เป็นวัสดุที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ มีความสำคัญต่อสุขภาพของผิวพรรณและเส้นผม ช่วยในการรักษาอาการลำไส้ อักเสบ ไมเกรน และกล้ามเนื้อเป็นตะคริว

ไนอาซิน (วิตามินบี 3) ไนอาซินมาใน 2 รูปแบบคือ ในรูปกรด (นิโคตินิก) และในรูปสารประกอบอินทรีย์อะไมด์ คือนิโคตินาไมค์ บางครั้งไนอาซินถูกเรียกว่า "พีพี" เพราะมันสามารถป้องกันโรคผิวหนังเป็นจ้ำสีม่วงเนื่องจากธาตุนิโคตินิก โรคที่เกิด จากการขาดไนอาซิน คือ โรคท้องร่วง โรคผิวหนังอักเสบ และโรคสมองพิการ

กรดแพนโตเทนิก (วิตามินบี 5) ชื่อนี้มาจากภาษากรีก คำว่า "panthos" แปลว่าทุกหนทุกแห่ง และความจริงก็สามารถพบเห็นได้ทุกหนทุกแห่ง ทั้งในเยื่อในร่างกายและในพืช กรดนี้มีความสำคัญต่อการผลิตแอนตี้บอดี้ของร่างกาย ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค และช่วยรักษาโรคผิวหนัง ป้องกันผิวหนังเหี่ยวย่นก่อนวัย
ไพริดอกซิน (วิตามินบี 6) ไพริดอกซินรู้จักกันในนามของ "วิตามินของสตรี" เนื่องจากมีคุณประโยชน์ต่อสตรีโดยเฉพาะ ไพริดอกซินจำเป็น ต่อการผลิตอะดรีนาลินและอินซูลิน คนที่รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงจะทำให้ร่างกายต้องการวิตามินบี 6 มากขึ้น มีประโยชน์ในการรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ ตาแดง

โคบาลามิน (วิตามินบี12) ผู้ที่กินอาหารแบบมังสวิรัติ มักจะขาดแร่ธาตุประเภทวิตามินบี 12 เพราะแร่ธาตุชนิดนี้มีอยู่ในเนื้อสัตว์ และโดยทั่ว ไปจะไม่ปรากฏในอาหารประเภทผัก วิตามินบี 12 เป็นวิตามินชนิดสุดท้ายที่จัดอยู่ในประเภทวิตามินที่แท้จริง เราเรียกว่า "โคบาลามิน" เพราะว่ามีองค์ประกอบที่เป็นโคบอลท์ที่ถือว่าเป็นธาตุที่สำคัญ เหมาะกับคนที่มีอารมณ์หงุดหงิดง่าย หรือสะดุ้งผวา เพราะร่างกายจะตอบสนองกับวิตามินบี 12 เป็นอย่างดี บรรเทาอาการเหนื่อยล้าของสมอง และความจำเสื่อม

กรดฟอลิก กรดฟอลิกมีชื่อเรียกดังกล่าว เนื่องจากค้นพบในใบไม้สีเขียว หรือพืชพรรณไม้ต่างๆ โดยหากร่างกายได้รับกรดฟอลิกน้อยเกินไประหว่างการตั้งครรภ์ อาจจะส่งผลให้เกิดโรคกระดูกสันหลังโค้งและมีรอยบุ๋มได้ กรดฟอลิกเกี่ยวข้องกับการสร้างและนำโปรตีนไปใช้ประโยชน์ จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือด

ไบโอติน ไบโอตินเป็นวิตามินบีอีกชนิดหนึ่งในชุดวิตามินบีรวมที่สามารถละลายน้ำได้ดี บางครั้งเรียกว่า "วิตามินเอช" หรือ "โคเอนไซม์ อาร์" ช่วยในการขจัดโรคผิวหนังอักเสบ รักษาสภาพของผิวหนัง ผม และเซลล์ประสาท

ประโยชน์ของเกสรผึ้ง
ประโยชน์ของเกสรผึ้ง เชื่อว่ามีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ในลักษณะอาหารเสริมสุขภาพ บำรุงร่างกายให้แข็งแรง โดยสามารถนำมาแปรรูปได้หลายรูปแบบ เช่น ในรูปเม็ดหรือแคปซูล รับประทานสด หรือนำมาทำแห้งเก็บไว้ใช้ได้นาน นอกจากนี้ยังพบว่าเกสรผึ้งช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ ผิวหนัง กระตุ้นให้เลือดไปเลี้ยงเซลล์ได้อย่างทั่วถึง และยังให้ความชุ่มชื้นต่อผิวหนังที่แห้ง ช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส จึงสามารถรักษาผิวไม่ให้ย่นเร็ว ทำให้ดูอ่อนวัยด้วยเหตุนี้เองจึงได้มีการเติมเกสรผึ้งในเครื่องสำอางต่างๆ เช่น ครีมล้างหน้า ครีมรองพื้น ครีมบำรุงผิว และยังใช้เกสรผึ้งในการรักษาผมให้สลวยเงางาม และป้องกันรังแคโดยเติมลงในแชมพู และน้ำมันใส่ผมอีกด้วย

ประโยชน์ของเกสรผึ้ง สามารถแบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านอาหาร ด้านสมุนไพร และด้านการบำรุงและเสริมสร้าง ดังนี้
1.ด้านอาหาร เกสรผึ้งเป็นอาหารที่ย่อยสลายง่าย ถือได้ว่าเป็นอาหารเพื่อการดำรงชีวิตที่สมบูรณ์แบบโดยตัวของมันเอง และยังมีคุณค่าต่อการฟื้นฟูความสมดุลของร่างกาย ช่วยให้ร่างกายมีความแข็งแรงและกะปรี้กะเปร่า

2.ด้านสมุนไพร เกสรผึ้งสามารถนำมาบำบัดและบรรเทาโรคเหล่านี้ได้ เช่น

- ภูมิแพ้ (แพ้อากาศและฝุ่นละออง)

- โพรงจมูกอักเสบหรือไซนัส

- ไข้หวัดใหญ่

- หืดหอบ

- รูมาติซั่ม

- รอบเดือนในสตรีไม่ปกติหรือปวดรอบเดือน

- อาการกระวนกระวายในสตรีวัยหมดประจำเดือน

- ชะลอการตกกระของผิวหนัง

- ความดันโลหิตสูง

- ไมเกรน

- เบาหวาน (ช่วยลดน้ำตาลในเลือด)

- ต่อมลูกหมากอักเสบ

- ปวดข้อ ปวดกระดูก

- นอนไม่หลับ

- ปวดแสบปวดร้อนอันเนื่องจากแผลพุพอง

3.ด้านการบำรุงและเสริมสร้าง เกสรผึ้งยังเป็นสารช่วยบำรุงและเสริมสร้างในเรื่องต่อไปนี้ให้ดีขึ้น ได้แก่

- บำรุงผิวหนังให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอในคนผิวแห้ง และบำรุงเล็บ

- บำรุงเส้นผมให้ดกดำและหงอกช้า

- ทำให้มีความทรงจำและสมาธิดีขึ้น

- เกสรผึ้งเป็นสารฮอร์โมนธรรมชาติที่ช่วยกระตุ้นและบำรุงระบบสืบพันธุ์ทั้งชายและหญิง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ผู้ที่ไม่มีบุตรในวัยเจริญพันธุ์ อาจมีบุตรได้ เพราะเกสรผึ้งจะทำให้สตรีตกไข่ดีขึ้น และสร้างความแข็งแรงให้ตัวสเปิร์มและเพิ่มปริมาณตัวสเปิร์ม

- บำรุงนักกีฬา ช่วยคลายความเหน็ดเหนื่อยและอ่อนเพลีย

- สร้างความกระฉับกระเฉง

- บำรุงจิตใจสำหรับผู้ที่มีอาการทางจิต ได้รับความกดดันจากความชรา หรือซึมเศร้า กลัดกลุ้ม คิดมาก

- บำรุงสมองและลดความตึงเครียด ช่วยควบคุมระบบประสาทให้อยู่ในสภาพปกติ สำหรับผู้มีประสาทอ่อนไหวง่าย

- เพิ่มน้ำหนักแก่ผู้ป่วยซึ่งมีร่างกายซูบผอม

- ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ไม่เลือกว่าจะเป็นท้องผูกหรือท้องเดิน

- ช่วยในการเสริมสร้างเม็ดโลหิตแดง สำหรับผู้ที่มีโลหิตน้อยหรือโลหิตจาง

- เพิ่มภูมิต้านทาน

Bee Pollen แตกต่างจาก Bee Propolis อย่างไร
ทั้ง Bee Pollen และ Bee Propolis ต่างก็เป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งผึ้งนำเข้ารังจากวัตถุดิบภายนอก ซึ่งได้แก่ น้ำผึ้ง (honey) เกสรผึ้ง (bee pollen) และ โปรโปลิส (propolis)

Bee Pollen ได้จากเกสรตัวผู้ของดอกไม้นานาชนิดที่ผึ้งเป็นผู้เก็บรวบรวมโดยทำเป็นก้อนเล็กๆ ติดมากับขา แล้วนำไปเก็บไว้ในรังเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงตัวอ่อน มนุษย์นำมาใช้เป็นอาหารเสริม อุดมด้วย Multinutrients โดยเฉพาะ Amino Acid, Enzyme และวิตามินต่างๆ ในปริมาณสูง ช่วยบำรุงร่างกาย ผิวพรรณ เส้นผม และเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เป็นต้น

ส่วน Bee Propolis คือ สารเหนียวคล้ายยางไม้มีสีน้ำตาลแก่จนเกือบดำ ซึ่งผึ้งงานเก็บรวบรวมจากตาหรือเปลือกของต้นไม้ ผึ้งใช้โปรโปลิสอุดหน้าทางเข้ารังผึ้งลดขนาดรูเปิดรังให้มีขนาดพอดีเพื่อสะดวกในการดูแลป้องกันรังผึ้งจากศัตรูของผึ้งและใช้ในกิจกรรมภายในรังผึ้ง เช่น อุดรอยแตกภายในรังเคลือบรวงรังให้แข็งแรง เป็นต้น มนุษย์นำมาใช้ในทางการแพทย์นำมาสกัดสารที่ต่อต้านเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย เป็นส่วนประกอบในการทำยารักษาโรคมนุษย์และสัตว์ ใช้รักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ใช้ผสมเป็นยารักษาโรคทางหู คอ จมูก รักษาโรคผิวหนัง เป็นต้น

แพ้เกสรดอกไม้ ทาน Bee Pollen ได้หรือไม่
Bee Pollen ถึงแม้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผึ้ง แต่ผึ้งไม่ได้สร้างเอง แต่ได้จากเกสรตัวผู้ของดอกไม้นานาชนิด ผู้ที่แพ้ละอองเกสรดอกไม้จึงไม่ควรรับประทาน เคยมีรายงานว่าผู้ป่วยที่รับประทานบีพอลเลนเป็นเวลาหลายสัปดาห์เกิดอาการแพ้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ปวดท้อง อุจจาระร่วง คันตามร่างกาย ความจำเสื่อมโดยไม่พบสาเหตุ แต่เมื่อหยุดรับประทานอาการเหล่านี้จะหายไปและเมื่อรับประทานใหม่อาการต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นมาอีก ดังนั้นจึงไม่แนะนำสำหรับผู้ที่แพ้ละอองเกสรดอกไม้โดยตรง

ทำไมนิยมให้ผู้ทานยาลดความอ้วนทาน Bee Pollen ควบคู่ไปด้วย
ยาลดความอ้วนส่วนใหญ่ไปยับยั้งความหิวอาหารทุกชนิด ซึ่งสำหรับคนอ้วนอาหารที่ไม่มีประโยชน์ คือ แป้ง น้ำตาล และไขมัน เท่านั้น ส่วนอาหารอื่น วิตามินและเกลือแร่ยังมีความจำเป็นอยู่ ดังนั้นในระหว่างทานยาลดความอ้วน หากเราทาน Bee Pollen ก็จะไม่ทำให้เราขาดสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับร่างกาย เพราะ Bee Pollen จะประกอบด้วย กรดอะมิโน เอ็นไซม์ วิตามิน และเกลือแร่ ที่จำเป็นสำหรับขบวนการ Metabolism ของร่างกายอย่างครบถ้วน

ขนาดที่ควรรับประทาน
ปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการรับประทานเกสรผึ้งยังไม่แน่นอน แตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล และจุดประสงค์การใช้ นายแพทย์บางท่านแนะนำให้รับประทานปริมาณ 500 มิลลิกรัม 2 ถึง 3 ครั้งต่อวัน ส่วนการวิจัยของผู้ผลิตสารสกัดจากเกสรผึ้งแนะนำให้ใช้ 3 – 6 เม็ด หรือ 4 แคปซูล ต่อวัน




บทความที่เกี่ยวข้อง -- เชิญคลิ๊ก --

โรคนอนไม่หลับ


ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง -- เชิญคลิ๊ก --

อดนอน...อาจทำให้ถึงตายได้

 

  สินค้าในหมวดที่เกี่ยวเนื่อง
Royal Jelly  30's (Royal Drugs)
Royal Jelly 30's (Royal Drugs)
 Royal Jelly 30's (Queen)
Royal Jelly 30's (Queen)
 
เธชเธธเธ‚เธ เธฒเธž | เธญเธฒเธซเธฒเธฃเน€เธชเธฃเธดเธก | เธœเธฅเธดเธ•เธ เธฑเธ“เธ‘เนŒ | เธ‚เนˆเธฒเธง | เธšเธ—เธ„เธงเธฒเธก | เธ–เธฒเธกเธœเธนเน‰เน€เธŠเธตเนˆเธขเธงเธŠเธฒเธ | เธ•เธดเธ”เธ•เนˆเธญเน€เธฃเธฒ | เน€เธเธตเนˆเธขเธงเธเธฑเธšเน€เธฃเธฒ | Help | Site Map
|เธซเธฒเน€เธžเธทเนˆเธญเธ™ | เธซเธฒเน€เธžเธทเนˆเธญเธ™เธ„เธธเธข | เธซเธฒเน€เธžเธทเนˆเธญเธ™ MSN | เธซเธฒเน€เธžเธทเนˆเธญเธ™-เธซเธฒเนเธŸเธ™ | เธซเธฒเนเธŸเธ™ | เธซเธฒเนเธŸเธ™เธญเธญเธ™เน„เธฅเธ™เนŒ | เธซเธฒเธ„เธนเนˆ | เธซเธฒเนเธŸเธ™เธเธฃเธฑเนˆเธ‡ | เธซเธฒเนเธŸเธ™เธ•เนˆเธฒเธ‡เธŠเธฒเธ•เธด | เธ™เธฑเธ”เน€เธ”เธ— | เธ•เธฅเธฒเธ”เธฃเธฑเธ | เธ•เธฅเธฒเธ”เธฃเธฑเธเธ”เธญเธ—เธ„เธญเธก

เธญเธฒเธซเธฒเธฃเน€เธชเธฃเธดเธก Contact e-Mail : info@healthdd.com
Copyright © 2005 HealthDD.com. All rights reserved โ€ข Designated trademarks and brands are the property of their respective owners.